ทรานส์ แฟต ไขมันเจ้าปัญหา

กรุงเทพธุรกิจ เมื่อ: 2008-03-06

เวลานี้ ใครเห็นจะไม่สนใจคำว่า ทรานส์แฟต (Trans Fat) หรือ ไขมันทรานส์ ไม่ได้แล้ว เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและสุขภาพจากทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ต่างกำลังเร่งสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับไขมันตัวร้ายอันดับหนึ่งนี้ เพราะว่าเป็นสาเหตุหลักในการก่อโรคหัวใจและหลอดเลือดให้กับผู้คนทั่วโลก

การตื่นตัวเรื่องไขมันทรานส์ เป็นเรื่องของวัฒนธรรมการรับประทานของคนตะวันตก ที่เน้นนม เนย ของทอดต่าง ๆ และในเมืองไทย อาหารตะวันตกมีบทบาทบนโต๊ะอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ ดังนั้นการรู้จักไขมันทรานส์ และรู้จักหลีกเลี่ยง ย่อมเป็นเรื่องดีกับสุขภาพของเราทุกคนแน่ ๆ

รู้จักและเลี่ยงเจ้าไขมันชนิดนี้ ทำอย่างไร ไม่ใช่เรื่องยากเกินรู้ ข้อสำคัญรู้แล้วต้องรู้จักกิน เลือกให้ถูกเพื่อร่างกายของเราเอง

อะไรคือไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์แท้จริงนั้น ก็คือไขมันพืชปกติที่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เกิดการอยู่ตัวดีในอุณหภูมิสูง การแปรรูปนี้ทำโดยการอัดอะตอมไฮโดรเจนเข้าไปในโครงสร้างของไขมันเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly unsaturated fat) ทำให้ไขมันแบบใหม่นี้สามารถอยู่ตัวได้ดีในอุณหภูมิห้องปกติ ซึ่งสะดวกสำหรับอุตสาหกรรมการทำขนมและอาหาร เพราะนอกจากจะใช้งานได้สะดวกขึ้นแล้ว ไขมันทรานส์ยังไม่เสียง่าย ทำให้ขนมที่ทำจากไขมันชนิดนี้มีอายุยาวนานขึ้น เก็บได้นานขึ้น นอกจากนั้นไขมันทรานส์ยังมีราคาถูก ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องดีในอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันด้านราคา และความสะดวกสบาย

แต่เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีการศึกษาผลเสียของไขมันทรานส์ และพบว่าไขมันชนิดนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นไขมันพืชที่ดูแล้วไม่น่าจะมีพิษภัยอะไร แต่กลับกลายเป็นไขมันตัวร้ายอันดับหนึ่งได้ เพราะนอกจากจะไปเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว (low-density lipoprotein หรือ LDL) แล้ว ยังไปลดคอเลสเตอรอลชนิดดี (high-density lipoprotein หรือ HDL) ซึ่งเป็นไขมันที่ร่างกายต้องการในการสร้างสมดุลระหว่างคอเลสเตอรอลในร่างกายเราอีกด้วย เพราะอัตราส่วนของ LDL และ HDL นั้นเป็นตัวบ่งชี้ว่า คนคนนั้นจะเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควรหรือไม่ ดังนั้นการมีคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงนั้นไม่สำคัญเท่ากับการมีความสมดุลที่ดีระหว่าง LDL และ HDL และในเมื่อไขมันทรานส์เป็นตัวไปลดคอเลสเตอรอลชนิดดี เราจึงน่าจะมาดูกันสักหน่อยว่า ในชีวิตประจำวันของเราและคนที่เรารักนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ที่จะรับไขมันทรานส์ในแต่ละวัน

ไขมันทรานส์พบมากในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น คุกกี้ มันฝรั่งทอด และ ขนมขบเคี้ยว สารพัดที่เรามักตุนเก็บไว้ในตู้กับข้าว ว่างๆ ก็เอามาหม่ำๆ ๆ…สังเกตดูเถิดว่า อาหารเหล่านั้นมักไม่เน่าเสีย มักไม่มีกลิ่นหืน และมักกรอบอร่อยทุกครั้งที่เราเปิดถุงรับประทาน ซึ่งทั้งหมดเป็นไปได้จากการใช้ไขมันทรานส์ เพราะด้วยคุณสมบัติอย่างที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด แถมยังราคาถูกกว่าน้ำมันปกติ โดยเฉพาะในกิจการขายของทอดอมน้ำมัน เช่น ไก่ทอด โดนัท ลูกชิ้นทอด ปาท่องโก๋ อาหารทั้งของไทยและต่างชาติ น้ำมันที่เป็นไขมันทรานส์สามารถนำมาใช้ซ้ำได้หลายครั้งนี้ นอกจากจะทอดของได้กรอบอร่อยเพราะมีอุณหภูมิเผาไหม้สูงกว่ามากแล้ว ยังไม่ทำให้น้ำมันตกตะกอนอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้คือกระบวนการผลิตที่สะดวกแล้วยังมีราคาถูก คิดดูว่าหากคุณเป็นผู้ประกอบกิจการในสภาวะเศรษฐกิจอันซบเซาแถมยังโดนบีบบังคับด้วยกระแสนิยมบูชาเงินอย่างไร้คุณธรรม คุณจะเลือกใช้น้ำมันอะไร…

เมื่อไม่นานมานี้รัฐนิวยอร์กของสหรัฐ ประกาศว่าจะเป็นรัฐที่ปราศจากไขมันทรานส์ และนิวยอร์กก็ไม่ใช่เพียงหนึ่งในโลกเท่านั้นกำลังต่อสู้กับการบริโภคไขมันทรานส์ โดยให้ผู้บริโภครับรู้ผลเสีย (ที่ถึงตายและแพงกว่าซื้อไขมันดี ๆ เพื่อบริโภค) ของไขมันตัวร้ายอันดับหนึ่งชนิดนี้ นอกจากนั้นประเทศที่พัฒนาแล้ว (แน่นอนว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในข่ายดังกล่าว) รัฐบาลยังออกกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ผลิตแจ้งในฉลากของสินค้าว่า มีไขมันทรานส์อยู่จำนวนเท่าใดอีกด้วย ซึ่งกฎหมายที่ว่านี้เริ่มส่งผลแก่ผู้ผลิตอาหารทั่วโลก ที่ต้องปรับเปลี่ยนสูตรอาหารของตนให้ปราศจากไขมันทรานส์ เพราะไม่งั้นจะขายไม่ได้อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น คุกกี้โอรีโอที่มีไขมันทรานส์สูงมาก ก็ต้องปรับปรุงสูตร ในอเมริการ้านแมคโดนัล ก็ต้องเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอดเฟรนช์ฟรายด์ใหม่ให้เป็นสูตรไร้ไขมันทรานส์ แม้กระทั่งเนยขาวยี่ห้อคริสโก้ที่เป็นต้นตำรับไขมันทรานส์ของแท้ ก็ยังต้องเปลี่ยนสูตรให้ปราศจากไขมันทรานส์

ไม่มีไขมันทรานส์ที่แชงกรี-ลา

ที่ประเทศไทยเอง ก็เริ่มมีกระแสเล็กๆ เพื่อผู้บริโภคเกิดขึ้น ที่โรงแรมแชงกรี-ลา หัวหน้าพ่อครัวเบเกอรี่ เชฟฟิลลิปป์ โดเวอ บอกว่าเมื่อประมาณเกือบปีมาแล้ว ทางโรงแรมเริ่มเปลี่ยนสูตรเบเกอรี่ใหม่หมดโดยกำจัดส่วนผสมที่มีไขมันทรานส์ออกไปให้หมด เชฟฟิลลิปป์อธิบายว่าการใช้ไขมันทรานส์ เคยเป็นเรื่องธรรมดาเพราะสะดวก และเนื่องจากเป็นไขมันที่มาจากพืชคนก็เลยนึกว่าไม่น่าจะมีผลร้ายอะไรกับร่างกาย แต่เมื่อมีการค้นพบถึงความร้ายกาจบนความสะดวกนี้ ทางโรงแรมก็เลยเปลี่ยนนโยบาย และตอนนี้เบเกอรี่ทั้งหมดของที่นี่ใช้เนย และช็อกโกแล็ต รวมทั้งส่วนผสมอื่น ๆ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีไขมันทรานส์

เชฟอธิบายต่อว่า ไขมันทรานส์มักเป็นส่วนผสมหลักของสินค้าเบเกอรี่ ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ครัวซองท์ เค้กต่างๆ โดยเฉพาะเค้กที่ตามสูตรมักต้องทำจากเนย แต่ประเทศไทยอากาศร้อน การใช้เนยขาวและมาการีนจะทำให้ของอยู่ตัวกว่า ตอนนี้เชฟฟิลลิปป์ได้เปลี่ยนมาใช้เนยแท้ 100% ช็อกโกแลตของแท้ (ซึ่งบางครั้งอาจมีส่วนผสมของน้ำมันพืช หรือไขมันทรานส์ เพื่อความอยู่ตัวและเนื้อที่เนียนอร่อย) ไม่ใช้เนยขาวเลยไม่ว่ากรณีใดๆ และทำคุกกี้โอรีโอกันเองในโรงแรม ซึ่งการปรับสูตรนั้นก็ใช่ว่าจะทำกันได้ง่าย ๆ เพราะเนยนั้นใช้ยากกว่า (ละลายง่ายต้องใช้ฝีมือในการนวดแป้ง) ทางโรงแรมจึงต้องฝึกมือคนใหม่กันหมด ผลที่ได้ก็คือครัวซองท์เนยสด และของอบนานาชนิดที่หอมกรุ่นได้กลิ่นของเนยตามธรรมชาติ ที่อร่อยขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว นอกจากเบเกอรี่แล้ว ห้องอาหารทุกแห่งในแชงกรี-ลา ยังถือนโยบายเดียวกันคือปราศจากไขมันทรานส์ มีการเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้สำหรับทอดใหม่หมด และเปลี่ยนสูตรอาหารโดยใช้ของจากธรรมชาติแทน

โอ บอง แปง สูตรไร้ทรานส์แฟต

หากใครแวะไปที่ร้านเบเกอรี่สัญชาติอเมริกัน โอ บอง แปง ตอนนี้จะเห็นป้ายเล็กๆ ประดับไว้แทบทุกตัวสินค้าว่า ‘Zero Gram Transfat’ คือไร้ไขมันทรานส์ นั่นเอง การที่จะบอกว่าอาหารชนิดหนึ่งไร้ไขมันทรานส์ได้นั้น โดยตามกฎหมายขององค์การอาหารและยาของสหรัฐ อนุญาตให้อาหารที่มีจำนวนไขมันทรานส์น้อยกว่า 0.5 กรัม ต่อหนึ่งหน่วยปริมาณการบริโภค (น้อยกว่า 0.5 g/serving) ให้ใช้คำว่า 0 g/serving ได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ประโยคที่ว่า “ไร้ไขมันทรานส์” (‘trans fat free’) หรือ ‘ไขมันทรานส์ต่ำ’ (low trans fat) ได้เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค ร้านโอ บอง แปง ในเมืองไทย เริ่มตื่นตัวเรื่องไขมันทรานส์เพราะเป็นกระแสจากบริษัทแม่ ทำให้สาขาที่นี่นำเอาสินค้าที่มีออกสู่ตลาดเข้าห้องแล็บเพื่อตรวจดูจำนวนไขมันทรานส์

คุณ นุจรี ดวงแก้ว ผู้จัดการการตลาดและตราสินค้าของโอ บอง แปง บอกว่าสูตรทั้งหมดของเบเกอรี่ที่โอ บอง แปง มาจากสหรัฐ ดังนั้นย่อมได้รับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพตามแบบฉบับของร้านที่มีสาขาทั่วโลก

เธอกล่าวอีกว่า การเริ่มติดป้าย ‘Zero Gram Transfat’ ที่ตัวสินค้าหน้าร้าน ทำให้คนไทยเริ่มตื่นตัวเรื่องอันตรายจากไขมันชนิดนี้มากขึ้น แต่ที่โอ บอง แปงนั้น การทำเบเกอรี่เป็นการทำแบบอุตสาหกรรม โดยมีการปั้นแป้ง ขึ้นรูปแป้งให้พร้อมตามชนิดของสินค้าแล้วนำไปแช่แข็งทันทีเพื่อให้แป้งคงสภาพ จากนั้นจึงมีการขนส่งทางรถเย็นไปตามสาขาหลักที่มีเครื่องอบ แล้วนำมาอบสด ๆ ขายวันต่อวัน โดยจะผลิตตามการคาดการจำนวนการขายที่แต่ละร้านมีการรายงานมา ตามสูตรของโอ บอง แปง เนยสดเป็นสิ่งที่ใช้ประจำอยู่แล้ว แต่ก็จะมีส่วนผสมบางชนิดที่ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ โดยปัจจุบันกำลังศึกษาแนวทางที่จะเปลี่ยนส่วนผสมให้ไม่มีไขมันทรานส์ให้ได้ทั้งหมด

“ส่วนผสมบางอย่างเช่นเนยขาวหรือชอรต์เทนนิ่ง ยังเป็นส่วนสำคัญเพราะเราต้องใช้เนยขาวทาแม่พิมพ์ก่อนนำขนมไปอบ นอกจากนั้นในขนมบางประเภท เนยขาวยังมีส่วนทำให้เนื้อขนมนุ่มฟูกว่า ซึ่งตอนนี้เรากำลังทำการศึกษาอยู่ว่าจะทำอย่างไรดีให้ขนมของเราทั้งหมดไม่มีไขมันทรานส์เลย โดยไม่เปลี่ยนคุณสมบัติและรสชาติของสินค้า แต่ตอนนี้ก็เพียงไม่กี่ตัวแล้วเท่านั้น” คุณ กาญจนพันธุ์ วิชพันธุ์ ผู้จัดการด้านการวิจัยและตรวจสอบคุณภาพของ โอ บอง แปง อธิบาย

รู้จักไขมัน…รู้จักอร่อย

ทีนี้ใครว่าไขมันทรานส์มีแต่ในไขมันพืชแปรรูปเท่านั้น ว่าไปแล้วไขมันทรานส์ยังเป็นส่วนประกอบของอาหารชนิดหนึ่งที่ธรรมชาติของสัตว์สี่กระเพาะ เช่น วัว ควาย แพะ ผลิตใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทนมเนยอีกด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า

“เวลาเราดูเรื่องไขมันทรานส์นั้น เราจะต้องดูเรื่องไขมันอิ่มตัวควบคู่กันไปด้วยเสมอ ในการวิจัยและการสำรวจสถานการณ์การปนเปื้อนของกรดไขมันชนิดทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทยของสถาบันนั้น พบว่า อาหารในกลุ่มโดนัททอดทั้งที่จำหน่ายตามรถเข็น ร้านค้าข้างถนน จนถึงยี่ห้อที่มีชื่อเสียงเป็นปัญหามากที่สุด แต่ในการวิเคราะห์ในอาหารกลุ่มอื่น กลับพบว่าไขมันทรานส์เป็นปัญหาน้อยกว่าการที่อาหารหลายอย่างในประเทศไทย มีกรดไขมันอิ่มตัวที่มีมากเกินไป ดังนั้นปัญหาเรื่องความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทยนั้น จึงมีสาเหตุจากกรดไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก ทำให้เกิดประเด็นที่ว่า เราไม่ควรละเลยที่จะกำหนดจำนวนไขมันทั้งหมดที่เราบริโภคในแต่ละวันมากกว่า”

ดร.วิสิฐ กล่าวต่อว่า หากจะเรียงกันตามอันดับความแรงของไขมันแต่ละชนิดก็คือ แรงและร้ายอันดับหนึ่งคือ ไขมันทรานส์ เพราะนอกจากจะเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว (HDL) ยังลดคอเลสเตอรอลชนิดดี (LDL) แรงรองลงมาก็คือ ไขมันอิ่มตัวชนิดต่าง ๆ จากสัตว์และน้ำมันพืชเมืองร้อนเช่น น้ำมันปาล์ม ซึ่งไขมันชนิดนี้เพิ่มแต่ LDL โดยไม่ลด HDL รองลงมาก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (mono unsaturated fat) เช่น น้ำมันมะกอกและน้ำมันจากถั่ว และที่ดีที่สุดต่อสุขภาพก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (poly unsaturated fat) ได้แก่ น้ำมันข้าวโพด นำมันถั่วเหลือง ซึ่งช่วยลด LDL และเพิ่ม HDL ในร่างกาย ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนจากผัก เช่น น้ำมันมะกอก และผลอโวคาโด จะช่วยในการลดคอเลสเตอรอลเลวได้ดีกว่าการกินอาหารไขมันต่ำที่เต็มไปด้วยแป้งนั่นเอง นอกจากนั้นไขมันที่วิเศษมากสำหรับร่างกายของเราก็คือ กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีมากในปลาชนิดต่าง ๆ ทั้งปลาทู ปลาอินทรีย์ และปลาน้ำจืดบ้านเรา ไม่ต้องไปหาซื้อของแพงๆ กิน

อาจารย์วิสิฐ อธิบายถึงปรากฏการณ์การตื่นตัวเรื่องไขมันทรานส์ว่า เป็นปรากฏการณ์ของฝรั่งแท้ๆ เพราะตามหลักธรรมชาติ หากมนุษย์ไม่ไปพยายามบิดเบือนสิ่งที่ธรรมชาติประทานมาแล้ว เรื่องวุ่นวายโกลาหลทางกระเพาะอาหารเหล่านี้ย่อมไม่เกิดขึ้น

“คือตามธรรมชาติแล้วไขมันอิ่มตัวจากพืชมักมีตามบ้านเรา คือประเทศร้อน เช่น ไขมันปาล์ม เพราะอากาศร้อน ๆ ไขมันไม่เป็นไขง่าย ส่วนเมืองหนาวธรรมชาติก็ให้ไขมันที่ไม่อิ่มตัวไป เช่น น้ำมันข้าวโพด เพราะอากาศหนาวเป็นไขง่ายจะทำอะไรก็ไม่สะดวก แต่เรื่องมันมาเพี้ยนก็ตรงคนมาปรับแต่งสูตรธรรมชาติเข้าไป เราเริ่มกลัวการใช้ไขมันสัตว์ เช่น มันหมู นอกจากนั้นการขาดแคลนอาหารสมัยสงครามโลกก็ทำให้มนุษย์พยายามสรรหาทางออก จนกลายเป็นไขมันทรานส์ และกระแสตื่นตัวอย่างปัจจุบัน แต่ผู้บริโภคยุคใหม่ก็ไม่ควรแต่จะทำตามกระแสเท่านั้น เราต้องหาทางออกด้วยตัวเองอย่างรอบคอบ คิดให้ถี่ถ้วน ทางที่ดีรักษาสุขภาพตามที่เราได้เรียนรู้มาแต่กำเนิดดีกว่า เรื่องง่าย ๆ แต่ทำยาก เช่น กินอาหารให้สมดุล เดินสายกลาง พักผ่อนให้พอ และออกกำลังกาย ทำแบบนี้ดีที่สุด”

อาจารย์วิสิฐ ยังชี้ให้เห็นว่า กระแสต่อต้านไขมันทรานส์ อาจทำให้ผู้บริโภคหลายคนเข้าใจผิด นึกว่าพอไม่มีไขมันทรานส์แล้วก็กินได้สบายใจ ก็เลยฉลองด้วยการสวาปามของเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ ความจริงการบริโภคไขมันนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องควบคุมอยู่แล้ว ดังนั้นการเดินสายกลาง กินแต่พอดี ย่อมดีที่สุด ไม่ว่าจะเห็นโฆษณาว่าไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำก็ตาม โดยเฉพาะการใช้สามัญสำนึกในการเลือกของกิน หากของดูดีแต่ราคาถูก ขอแนะนำว่าให้ระวัง (เหมือนที่เราต้องระวังคนปากหวานนั่นแหละ) ของอะไรที่วางไว้ไม่เน่าไม่เสีย หรือขนมที่ซื้อมาแล้วกลิ่นหอมแรงจนฟุ้งตลบบ้านก็น่ากลัวเป็นพิเศษ หากผู้บริโภคตื่นตัวเรื่องรักษ์สุขภาพกันมากขึ้น ผู้ผลิตก็ย่อมที่จะปรับปรุงตัว และทำสินค้าให้ดีต่อสุขภาพของพวกเรากันมากขึ้น และอย่ามัวแต่ติดของอร่อย กรอบนอกนุ่มใน ให้ระวังดี ๆ ว่าเขาใส่อะไร แล้วจะเกิดอะไรต่อร่างกายของเรา

“ทางที่ดีเวลาเราพิจารณาสินค้า นอกจากจะดูว่ามี ไขมันทรานส์ เป็นส่วนประกอบหรือไม่แล้ว เราก็ต้องดูด้วยว่ามีไขมันอิ่มตัวอยู่มากน้อยแค่ไหน เพราะทั้งสองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ใช่แต่ไขมันทรานส์เพียงอย่างเดียว” อาจารย์แนะนำ พร้อมยืนยันว่า ปัญหาโรคหัวใจในไทยมีความรุนแรงมากขึ้นตามรสนิยมที่ชอบบริโภคอาหารตะวันตก นอกจากโรคหัวใจแล้วก็มีโรคเบาหวานที่น่ากลัวรองลงมา ดังนั้นทางที่ดีอย่าไปพึ่งผู้ผลิตให้เขาทำให้เรากินเลย เราเริ่มต้นรักษาสุขภาพตัวเองได้วันนี้ โดยเลือกแต่สิ่งดี ๆ ให้ชีวิต กินแต่พอดี (ชั่งน้ำหนักระหว่างความสุขตรงหน้าและสุขภาพระยะยาว) และออกกำลังกายง่าย ๆ เป็นประจำ หรือหากเลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรดี ให้เลือกของที่มาจากธรรมชาติล้วน ๆ จะปลอดภัยกว่าแน่นอน”

รู้จักไขมันตัวดี-ตัวร้าย กันแล้ว ตอนนี้ถึงเวลา “รู้จักเลือก รู้จักกิน” สำหรับคนช่างกิน คงไม่สายเกินไป…@

วิธีเลือกอาหารสำเร็จรูป ควรหลีกเลี่ยงส่วนประกอบต่อไปนี้ :

** Shortening หรือ ชอรต์เทนนิ่ง หรือ เนยขาว

** ส่วนประกอบที่เขียนว่า “partly hydrogenated” หรือ “partly saturated ” เพราะนั่นหมายถึงไขมันทรานส์

อย่าลืมดูปริมาณ saturated fat หรือ ไขมันอิ่มตัว โดยเฉพาะของเบเกอรี่ที่ต้องมีส่วนผสมนมเนยอยู่แล้ว

** อย่าซื้อของที่ราคาถูกเกินไป และของที่ดูแล้วจะไม่มีวันเน่าเสีย ขนมปังที่นุ่มฟูตลอดเวลาทั้งๆ ที่ผ่านมาสองวันแล้วก็ต้องระวัง

ถ้าจะให้ดี หลีกเลี่ยงของทอด ไม่ว่าของนั้นจะหมายถึงปาท่องโก๋ที่ทอดกรอบอร่อย รับประทานกับโจ๊กหรือนมข้นหวานก็ตาม

** ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไขมันทรานส์ มีมากมายทางอินเทอร์เน็ต เช่น คลิกเข้าไปที่กูเกิล โดยใช้คำว่า ไขมันทรานส์ หรือ trans fat ทางที่ดีควรศึกษาเรื่องของไขมัน และเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องสมดุล เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

About these ads

3 thoughts on “ทรานส์ แฟต ไขมันเจ้าปัญหา

  1. ชอบบทความนี้มาก และเห็นด้วยว่าไขมันทรานส์ คือ อันตรายที่มาแบบเงียบๆ
    คืบคลานมาสู่ตัวเราได้ง่ายๆ หากไม่มีความรู้ทางโภขนาการเพียงพอ แต่หลายคน
    กลับไม่ใส่ใจ ช่วยกันรณรงค์และให้ความรู้แก่ชาวไทย เพื่อสุขภาพที่ดีอายุยืนๆดีกว่าค่ะ

  2. โอ๋เขียนดีมาก ๆค่ะ จากเจี๊ยบสาธิตราม

  3. Reblogged this on ohhappybear and commented:

    เขียนเรื่องนี้ลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจไว้นานมากแล้ว และยังคงเป็นโพสต์ที่คนเข้ามาอ่านมากที่สุดอยู่ตลอด แต่ไปซ่อนอยู่ในภาคภาษาอังกฤษ เลยจับนำมาแปะฝากไว้อีกครั้งที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s